ทำชีวิตให้สมดุล

()

บรรยายโดย  พระไพศาล  วิสาโล
บรรยายเช้าวันที่  ๒๘ มีนาคม ๒๕๔๗
จากหนังสือ ธรรมส่องใจ

คนเราเวลาจะเดินไปไหนมาไหนขาทั้งสองข้างต้องสมดุล เพื่อเลี้ยงตัวให้เดินไปได้ด้วยดี  การเดินต้องอาศัยความสมดุลมาก  ถ้าเราทำตัวไม่สมดุลก็เดินได้ยาก  ไม่ต้องพูดถึงการวิ่ง  ชีวิตนี้จะว่าไปแล้วก็เป็นเรื่องของการทำตัวให้สมดุลนั่นเอง  

ลองพิจารณาการกินอาหาร  กินโปรตีน  กินไขมันเยอะ  แต่ไม่ค่อยได้เกลือแร่  การย่อยหรือการดูดซึมสารอาหารก็จะมีปัญหา  หรือไม่ก็ใช้ประโยชน์ได้ไม่เต็มที่  ที่นี้ความสมดุลไม่ใช่ว่าจะต้องมีสัดส่วน  ๕๐-๕๐  เสมอไป  อย่างข้าวหรือแป้งเรากินเยอะเป็นจาน ๆ  ส่วนเกลือแร่หรือวิตามินเราไม่จำเป็นต้องกินเป็นจาน ๆ เท่ากับแป้งถึงจะเรียกว่าสมดุล  อาจจะนิดเดียวแต่ถ้าพอดีกับความต้องการของร่างกายก็ทำเกิดความสมดุลในร่างกายได้  

การกินอาหารอย่างสมดุลเป็นเรื่องสำคัญมาก  ผู้คนเดี๋ยวนี้เจ็บป่วยกันมาก  ทั้ง ๆที่มีอาหารอุดมสมบูรณ์ แต่กินไม่ได้สมดุล  เช่น  กินเนื้อนมไข่เยอะ แต่เส้นใยไม่ค่อยได้กิน  จึงเกิดโรคอ้อวน  โรคหัวใจ  โรคมะเร็ง และโรคอะไรต่ออะไรอีกมากมาย

ความสมดุลไม่ใช่เป็นเรื่องของอาหารเท่านั้น  แต่เป็นเรื่องของการดำเนินชีวิตทั้งหมด  รวมไปถึงการทำงานและความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม  ความจริงแล้วธรรมชาตินี้ก็ต้องอาศัยความสมดุลเหมือนกันถึงจะทำให้ชีวิตเป็นไปด้วยดี   ถ้ากลางวันกลางคืนไม่ได้สมดุลกันก็เกิดปัญหา  เช่น  ถ้ากลางวันยาวไป หรือกลางคืนสั้นไป  ธรรมชาติก็ไม่ค่อยอุดมสมบูรณ์เท่าไหร่  อย่างเขตร้อนชื้นแถวเส้นศูนย์สูตรหรือแถวบ้างเรา  ที่อุดมสมบูรณ์ได้ก็เพราะว่า  กลางวันกับกลางคืนกินเวลาใกล้เคียงกันมาก  อุณหภูมิตลอดปีก็ไม่แตกต่างกันมาก  จึงทำให้เกิดความสมดุลขึ้นมาธรรมชาติจึงเจริญงอกงาม

ชีวิตเราก็เหมือนกันการดำเนินชีวิตให้ได้ดีต้องอาศัยความสมดุลมาก  ความสมดุลอย่างแรกที่สำคัญก็คือความสมดุลระหว่างกายกับใจ  เดี๋ยวนี้เราไปเน้นเรื่องกายมาก  ลองดูซิว่าวันหนึ่งๆ  ชีวิตของเราหมดไปกับเรื่องอะไร  ส่วนใหญ่ก็เรื่องกาย  เรานอนกันวันละ   ๗-๘  ชั่วโมง  ตื่นขึ้นมาแล้วก็ใช้เวลาไปกับเรื่องกายเป็นส่วนใหญ่  เช่น  อาบน้ำ  ล้างหน้า  ชำระกาย  กินข้าว  ทำงานก็เพื่อหาเงินมาบำรุงเลี้ยงร่างกาย  หรือถึงขึ้นปรนเปรอเลยทีเดียว  แต่เรื่องจิตใจเรากลับให้ความสำคัญน้อยมาก 

วันหนึ่ง ๆ เรามีเวลาให้กับจิตใจกันน้อยมาก  เราชำระกายวันละนาน ๆ  แต่เรามีเวลาชำระจิตใจกันบ้างหรือเปล่า  เราพักผ่อนกายวันหนึ่งหลายชั่วโมง  แต่ใจเราละมีโอกาสพักผ่อนบ้างไหม  เรามีเวลาสำหรับการขับถ่ายของเสียหรือสิ่งที่เป็นพิษออกจากร่างกาย  ทั้งอาบน้ำ  ทั้งถ่ายหนัก  ทั้งถ่ายเบา  แต่สิ่งที่เป็นพิษต่อจิตใจละ เรามีเวลาระบายถ่ายมันออกไปหรือเปล่า  หรือปล่อยให้มันสะสมพอกพูนขึ้นไปเรื่อยๆ

เรื่องการถ่ายระบายสารพิษเดี๋ยวนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญมาก  ถึงกับว่าไม่ปล่อยให้เป็นเรื่องของธรรมชาติในร่างกายอย่างเดียว  แต่ว่าเราต้องช่วยมันด้วย  เช่นทำ  ดีท็อกซ์  หรือสวนทวารเพื่อให้ของเสียทั้งหลายที่สะสมในลำไส้หรือกระเพาะถูกระบายออกไป  การทำดีท็อกซ์กำลังเป็นทื่นิยม  นั่นเป็นการระบายของเสียออกจากร่างกาย  แล้วของเสียในจิตใจละ  เราสนใจที่จะหาวิธีระบายออกไปบ้างหรือเปล่า  หรือปล่อยให้มันหมักหมมสร้างความทุกข์หรือความกลัดกลุ้มให้แก่เรา 

ทุกวันนี้เราสะสมของเสียในจิตใจมากมาย  ทั้งความโกรธ  ความเกลียด  ความพยาบาท  ความหม่นหมอง  แต่ไม่รู้ว่าจะระบายอย่างไร  บ่อยครั้งก็ระบายออกไปอย่างไม่ถูกต้อง  เช่น  ไปทะเลาะวิวาทกับคนอื่น  ซึ่งเท่ากับยั่วยุให้เกิดแรงโต้ตอบกลับมา  จิตใจก็รับเข้ามาทำให้ของเสียพอกพูนหมักหมมมากขึ้น

การปฏิบัติธรรมเป็นการช่วยให้เกิดความสมดุลในชีวิตของเราช่วยให้กายกับใจมีความสมดุลกันการปฏิบัติธรรมด้วยการทำสมาธิภาวนาจุดมุ่งหมายก็เพื่อช่วยให้จิตใจของเราเจริญงอกงามมากขึ้น  มีความแจ่มใสโปร่งเบา  ผ่อนคลาย  ของเสียอะไรที่หมักหมมในจิตใจก็ระบายออกไปขณะเดียวกันก็ต้องเพิ่มเติมอาหารใจให้แก่ตนเองด้วย   เรื่องอาหารกายนี้เราใส่ใจกันมาก  ทำอย่างประณีตพิถีพิถัน  ปรุงแต่งอาหารให้น่ากิน  แถมยังมีการคำนวณคุณค่าอาหารว่ามีกี่ แคลอรี่กินแค่ไหนถึงจะพอดีกับร่างกาย  แต่อาหารใจเราแทบจะไม่ค่อยสนใจกันเท่าไหร่  บางทีก็ไม่รู้จัก หรือรู้จักแต่ก็รับเข้ามาอย่างกะปริบกะปรอยจนกระทั่งจิตใจผ่ายผอมสิ้นเรื่อยแรงดังนั้นเราจึงควรมาปฏิบัติธรรมกันเพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างกายกับใจมากขึ้น

ทีนี้เรามาดูให้ละเอียดอีกหน่อย  เมื่อกี้พูดถึงความสมดุลระหว่างกายกับใจ  พอมาดูเรื่องของใจเราก็จำเป็นต้องจัดให้เกิดความสมดุลภายในด้วย  ใจนั้นยังแบ่งออกเป็นสองส่วน  ส่วนหนึ่งได้แก่ความคิดหรือการใช้เหตุผล  อีกส่วนคืออารมณ์หรือความรู้สึก  บางทีเราก็เรียกส่วนแรกว่า “สมอง”  อีกส่วนเรียกว่า “หัวใจ”  สองอย่างนี้บางที่ก็ไปกันคนละทิศคนละทาง  อย่างสมองของเรานี้รู้อะไรเยอะแยะไปหมด  รู้ว่าอะไรดี  อะไรไม่ดี  แต่บางทีหัวใจมันไม่ยอมทำตาม  อย่างเด็กนักเรียนทุกคนก็รู้ว่าการไปเรียนหนังสือเป็นเรื่องที่ดี  แต่ใจไม่อยากไปโรงเรียน  สมองรู้ดีว่าการทำการบ้านบ่อย ๆ ช่วยให้ฉลาด แต่ใจมันไม่อยากทำการบ้าน  พอกลับมาถึงบ้านก็โยนกระเป๋าตรงเข้าไปดูโทรทัศน์หรือไม่วิ่งไปร้านวิดีโอเกมส์หรืออินเตอร์เน็ตคาเฟ่  ทั้ง ๆที่รู้ว่าต้องทำการบ้าน  ถ้าไม่ทำจะถูกลงโทษแต่หัวใจหรืออารมณ์ความรู้สึกมันไม่ไปด้วย  อยากจะเล่นหรือสนุกอย่างเดียว  ผู้ใหญ่ก็เหมือนกัน  รู้ทั้งรู้ว่ากินเหล้าเล่นการพนันเป็นของไม่ดีสร้างปัญหามากมายแต่เลิกไม่ได้เพราะใจไม่ยอม  รู้ว่าการไปเที่ยวช็อปปิ้งเป็นการสิ้นเปลืองเงิน  แต่ใจก็ยังผลักไสให้ ไปช็อปปิ้งไม่เลิก  สมองก็รู้ว่าบุหรี่มันไม่ดี  มีโทษมาก  บางทีรู้ถึงขึ้นว่าบุหรี่มีสารพิษนับร้อยชนิดเป็นอันตรายทั้งต่อหัวใจ  ปอด  ทำให้เป็นมะเร็งนานาชนิด  ข้อมูลแน่นสมองเลย  แต่ว่าใจไม่ไปด้วย  ใจไม่มีพลังพอที่จะเลิกละจากบุหรี่ได้  ในทางตรงข้ามสิ่งที่ดี ๆ  สมองรู้หมดว่ามีประโยชน์อย่างไร  เช่น  การทำสมาธิ   เจริญสติ แต่ใจไม่ยอมร่วมมือด้วย  นั่งสมาธิไม่ถึงห้านาทีก็เลิกแล้ว  บางทีก็ไม่ยอมแม้แต่จะนั่งลงด้วยซ้ำ

ทั้ง ๆที่สมองของเรารู้ว่าอะไรควรไม่ควร แต่ถ้าใจเราไม่มีพลังในทางใฝ่ดี  ก็ไม่สามารถผลักดันให้ชีวิตเราก้าวหน้าไปในทางที่ดีได้นับประสาอะไรกับกรณีที่สมองหรือความคิดของเราเกิดหลงทางขึ้นมาไม่รู้ผิดรู้ชอบ  ชีวิตของเรามิแย่เข้าไปใหญ่หรือ  ที่จริงยังไม่ต้องพูดถึงการคิดผิดหลงทิศหลงทางหรอก  แค่คิดเก่ง  คิดเยอะ  คิดได้นาน  แต่พอจะหยุดคิดกลับหยุดไม่ได้  ก็แย่แล้ว  คำถามก็คือ  ทำไมเราคิดได้เก่ง  แต่กลับหยุดไม่ได้   คิดได้มาก แต่วางความคิดไม่ลง  เป็นเพราะอะไร  เป็นเพราะว่าเราเอาแต่ฝึกสมองให้เก่งในการคิดใช่ไหม  แต่ไม่ได้ฝึกใจให้รู้จักละวางความคิดเลย  เราฝึกสมองให้เก่งในการคิดจนจับผิดคนได้มากมาย  แต่ไม่ได้ฝึกใจให้มีเมตตาหรือให้อภัย  เราก็เลยโกรธหรือฉุนเฉียวง่าย  สมองของเราถูกฝึกมาให้คิดจนคิดเก่งคิดเร็ว  แต่ใจไม่ได้รับการฝึกให้มีสติ รู้ทันความคิด  หรือรู้สึกตัวได้ไวจนละวางจากความคิดได้  สมองก็เลยคิดไม่หยุดเหมือนรถที่วิ่งเร็วเครื่องแรงแต่ไม่มีเบรก

ทั้งหมดนี้เป็นเพราะขาดความสมดุลระหว่างสมองกับหัวใจ  ระหว่างความคิดกับความรู้สึก  เราฝึกแต่สมอง  แต่ไม่ได้ฝึกใจด้วย  ใจของเราจึงไม่มีพลังที่จะทำความดี  การปฏิบัติธรรมก็คือการสร้างสมดุลให้แก่จิตใจ  ช่วยให้อารมณ์ความรู้สึกได้รับการพัฒนาจนมีพลังในทางที่ดีสามารถร่วมมือกับสมองในการทำสิ่งที่ดี  หรือกำกับทัดทานไม่ให้สมองคิดในสิ่งที่ก่อทุกข์สร้างปัญหา  การปฏิบัติธรรมที่สามารถสร้างสมดุลให้เกิดขึ้นระหว่างสมองกับหัวใจได้  จะช่วยให้เราดำเนินชีวิตไปในทางที่ถูกต้องได้อย่างเป็นสุข   จะชอบอะไรก็เป็นการชอบที่ถูกต้องไม่ใช่ไปชอบไปรักในสิ่งที่อันตราย  อันไหนที่รู้ว่าไม่ดีก็สามารถละ เลิกจากสิ่งนั้นได้  โดยที่กิเลสไม่สามารถมาหลอกล่อให้หลงได้  เวลากิเลสจะหลอกล่อก็อาศัยความคิดของเรานี้แหละปรุงแต่งให้หลงทิศหลงทางได้ง่าย

เคยฟังเรื่องคนอยากเลิกเหล้าไหม  มีคนหนึ่งอยากจะเลิกเหล้าแต่เลิกไม่ได้สักที  เวลาเดินกลับบ้านทีไร  ผ่านร้านเหล้าเป็นต้องแวะเข้าไปกินเหล้าทุกที  จึงกลับบ้านดึกและทะเลาะกับเมียเป็นประจำ  ตื่นขึ้นมาก็ไปทำงานสาย  โทษมันสะสมพอกพูนจนกระทั่งเขาอยากเลิกเหล้า  แต่ก็เลิกไม่ได้สักทีเพราะต้องแวบไปกรึ้บทุกครั้งที่เดินกลับบ้าน  แล้ววันหนึ่งเขาก็ตัดสินใจเด็ดขาดว่าจะเลิกเหล้าให้ได้  พอเลิกงานก็เดินกลับบ้านครั้งเข้าใกล้ร้านเหล้าก็รู้สึกเปรี้ยวปากขึ้นมาทันที  มีความคิดแวบขึ้นมาว่า “กินวันนี้วันสุดท้ายแล้วกัน  พรุ่งนี้ค่อยเลิก”  แต่เขาก็ตั้งสติทันเตือนตัวเองว่าไม่ได้นะ  วันนี้ฉันต้องเลิกเหล้าให้ได้  พอเดินมาถึงร้านเหล้าได้ยินเสียงแก้วกระทบกันก็เกือบจะเลี้ยวเข้าไปแล้วแต่ว่ายั้งขาไว้ได้  พูดในใจว่า  ฉันต้องเลิกให้ได้  แล้วก็เดินต่อไป  พอมาอยู่หน้าร้านเหล้า  เพื่อนในร้านก็เรียกมาร่วมวง  ในใจตอนนั้นก็แวบขึ้นมาว่า “เอาหน่อยน่า  เพื่อนชวนแล้วไม่ไปมันน่าเกลียด”  เกือบจะเดินเข้าไปแล้ว  แต่ดึงขาเอาไว้แล้วเขาก็เดินต่อไป  ตอนนั้นรู้สึกว่าเวลานานมาก  ร้านเหล้าแค่คูหาเดียวแต่ดูเหมือนกว้างใหญ่รู้สึกว่าใช้เวลานานมากกว่าจะเดินผ่านร้านเหล้าไปได้ระหว่างนั้นเขาต้องต่อสู้กับตัวเองอย่างหนัก  สุดท้ายก็เดินผ่านร้านเหล้าไปได้  เป็นครั้งแรกที่เราเดินผ่านร้านเหล้าโดยไม่เข้าไปกรึ้บ  เขาดีใจอย่างยิ่งที่ทำสำเร็จ  “ฉันชนะแล้วๆ”  เขายิ้มร่า  แล้วเขาก็พูดขึ้นมาในใจ “งั้นเราไปฉลองชัยชนะกันดีกว่า”  ว่าแล้วเขาก็เลี้ยวเข้าร้านเหล้าทันที

กิเลสมันฉลาดมาก  มันหาเหตุผลต่าง ๆ นานา  ให้ชายคนนั้นต้องไปกินเหล้าได้ในที่สุด  เหตุผลเหล่านี้ก็ออกมาจากความคิดนั้นเอง  เขาถูกความคิดหลอกเพราะดีใจในชัยชนะ  ถ้าเราไม่มีสติเราก็จะต้องถูกความคิดหลอกแบบนี้เหมือนกันใจที่ได้รับการฝึกให้มีสติเท่าทันความคิดจะถูกความคิดที่เกเรชั่วร้าย หลอกเอาอยู่เสมอ  พาชีวิตเข้ารกเข้าพงได้  การฝึกให้ชีวิตของเรามีความสมดุลระหว่างกายกับใจ  และระหว่างสมองกับหัวใจ  หรือระหว่างความคิดกับความรู้สึก  จึงเป็นเรื่องสำคัญ

การปฏิบัติธรรมเป็นการเสริมสร้างพัฒนาจิตใจ  ให้มีทั้งความคิดหรือมุมมองที่ถูกต้อง  ขณะเดียวกันจิตก็มีพลังที่จะทำความดี หรือชักนำความคิดไปในทางที่ดี  เป็นจิตที่มีความอดทน  มีอารมณ์ที่พัฒนาแล้ว  มีความอยากที่ถูกต้อง  คืออยากทำดี  เรียกว่ามีฉันทะ  เช่น  มีฉันทะในการทำงาน  มีฉันทะในการอ่านหนังสือ  มีฉันทะในการปฏิบัติธรรมความอยากนั้นไม่ใช่กิเลสเสมอไป  กิเลสนั้น  คือความอยากเสพ  อยากปรนเปรอตน  แต่ฉันทะเป็นความอยากทำความดี  เมื่ออยากทำความดีแล้ว  ความขยันหรือวิริยะก็จะตามมา  จิตใจก็จะจดจ่อมีสมาธิ  และถ้าใช้ปัญญาพิจารณาสิ่งที่ทำ  ก็จะทำให้ประสบความสำเร็จ  เรียกว่ามีอิทธิบาทสี่ครบ   อิทธิบาทสี่ก็เป็นสิ่งที่ต้องให้เกิดขึ้นกับจิตใจของเราเช่นเดียวกัน

คนเราจะสุขหรือทุกข์  ขึ้นอยู่ที่ใจเป็นสำคัญ  ไม่ได้อยู่ที่สิ่งแวดล้อม  ไม่ได้อยู่ที่ดินฟ้าอากาศ  ไม่ได้อยู่ที่ว่าคนพูดดีกับเราหรือไม่  ไม่ได้อยู่ที่ว่าเรามีบ้านหลังใหญ่  มีรถราคาแพง  ถึงมีก็ใช่ว่าจะมีความสุข   ถ้าหากว่าจิตใจมันยังอยาก  ยังไม่รู้จักพอ  ยังชอบคิดหาสิ่งไม่ดีมาซ้ำเติม จิตใจก็ไม่มีวันเป็นสุข   คนเราจะทุกข์เพราะใจของเราคอยปรุงแต่และติดยึด ไม่ปล่อยวาง  เรื่องไม่เป็นเรื่องเก็บเอามาคิดและเอามาทำร้ายตัวเราเองได้  เพื่อนพูดไม่มีหางเสียง  เราก็เก็บเอาไปคิดว่าเขาไม่พอใจเรา  เขาโกรธเราแล้วก็ปรุงแต่ต่อไปว่าเขาโกรธเราเรื่องนี้ใช่มั้ย  เรื่องนั้นใช่มั้ย  เอ๊ะ  เราก็ไม่ได้ทำอะไรผิดนี่  ทำไมเขาไม่พอใจเรา  ฯลฯ  ปรุงยาวจนกระทั่งนอนไม่หลับก็มี เสร็จแล้วก็นึกน้อยใจว่า  เราอุตส่าห์ดีต่อเขา  ทำไมเขาทำกับเราอย่างนี้  คิดไปต่างๆ  นานา  ที่จริงเราปรุงแต่งไปเอง  ที่เขาพูดห้วนๆ  กับเราอาจจะไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเราเลยก็ได้  เขาอาจมีปัญหาที่บ้าน  หรือมีความกลุ้มใจบางอย่าง  ก็เลยพูดห้วนๆ  กับเรา  แล้วก็ไม่รู้จักถามเขากลับปรุงแต่งเป็นตุเป็นตะ

คนเราชอบปรุงแต่งเป็นเรื่องเป็นราว   จนบางทีเกิดเรื่องเกิดราวขึ้นมา  เคยได้ยินมาว่ามีชายคนหนึ่งเป็นห่วงพ่อมาก  เพราะพ่อเจ็บหนัก  เวลาไปทำงานก็ฝากคนที่บ้านว่า  หากพ่อเป็นอะไรให้รีบโทรศัพท์ไปหา  มีคราวหนึ่งเขาออกไปธุระข้างนอก  ก่อนออกไปก็ฝากบอกเพื่อนที่สำนักงานว่าถ้ามีโทรศัพท์มาจากทางบ้านให้ช่วยบอกด้วยเพราะว่าอาจมีเรื่องไม่สู้ดีเกี่ยวกับพ่อ  พอเขากลับมาเพื่อนก็บอกว่ามีโทรศัพท์มาจากที่บ้านส่งข่าวมาว่าพ่อ อยู่โรงพยาบาลแล้ว  ชายคนนั้นพอได้ยิน   ก็ช๊อกเลย  ปรากฏว่าเพื่อนล้อเล่น  ไม่มีโทรศัพท์มาจากที่บ้าน  แต่ว่าชายคนนั้นหมดสติไปแล้ว  จนต้องเข้าโรงพยาบาล  เมื่อเขารู้ความจริงว่าเพื่อล้อเล่นก็ไม่พอใจเพื่อน  เก็บความโกรธเอาไว้  ส่วนเพื่อนคนที่ล้อเล่นนั้นก็รู้สึกเสียใจที่เกิดเหตุดังกล่าว  เมื่อไปเยี่ยมเพื่อนที่โรงพยาบาลจึงบอกเพื่อนว่า  มีอะไรให้ช่วยก็บอกนะ  ไม่ต้องเกรงใจ  คนป่วยพอได้ยินอย่างก็เครียดขึ้นมาทันทีเลย  นึกขึ้นมาในใจว่า  เป็นเพราะแกนี่แหล่ะที่ทำให้ฉันป่วยแล้วยังมีหน้ามาบอกว่ามีอะไรให้ช่วยก็บอก  ยิ่งนึกก็ยี่งเครียด จนกระทั่งเส้นเลือดในสมองแตกเลย  จึงกลายเป็นอัมพฤกษ์ไป

ถามว่าเส้นเลือดในสมองแตกเกิดจากอะไร  เป็นเพราะใคร  เป็นเพราะเพื่อน  หรือเป็นเพราะตัวเขาเอง  เพื่อนนั้นหวังดีออกปากอยากช่วยเขาแต่คนป่วยต่างหากที่กลับปรุงแต่ง  เพราะมีความไม่พอใจเป็นทุนเดิมอยุ่แล้วแล้ว  ก็ไปเห็นว่าที่เพื่อนพูดด้วยความปรารถนาดีนั้นเป็นการมายั่วยุเขาที่จริงเป็นตัวเองต่างหากที่ปรุงแต่งไปอย่างนั้น  ผลสุดท้ายเขาก็เลยมีอาการหนักกว่าเดิม  ไม่มีใครทำร้ายเขา  เขาต่างหากที่ทำร้ายตัวเองด้วยความคิดที่ปรุงแต่งไปในทางร้าย

ขอให้เราลองพิจารณาดูเถอะที่เราทุกข์อยู่ทุกวันนี้เป็นเพราะใครกันแน่  เป็นเพราะคนอื่นหรือเป็นเพราะความคิดปรุงแต่งของเราเอง  ถ้าหากเรามีสติรู้ทัน  มันก็ไม่ปรุงแต่งเรื่องเหล่านี้ให้ไปไกล  เหมือนกับเรื่องคนติดเหล้า  ถ้าเขามีสติเขาก็จะรู้ทันว่าความคิดหรือกิเลสมันกำลังหลอกเราอีกแล้ว  มันจะหลอกเราให้ไปกินเหล้า  พอมันปรุงแต่เป็นความคิดว่าไปฉลองชัยชนะกันดีกว่า  ก็มีสติรู้ทันทันที  กิเลสมันก็ทำอะไรไม่ได้

เรื่องการหลอกล่อไม่มีอะไรเก่งเท่ามาร  ในพระไตรปิฎกมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับมารที่ไปหลอกล่อทั้งพระพุทธเจ้า  พระอัครสาวก  ภิกษุ  ภิกษุณีต่าง ๆ  มากมาย  มีความหนึ่งมาชักชวนพระพุทธเจ้าให้กลับไปเสวยราชสมบัติ  บางครั้งก็หลอกให้พระองค์กลับไปบำเพ็ญทุกรกริยา   แม้กระทั่งตอนที่บรรลุธรรมแล้ว  มารก็ยังมาล่อหลอกพระองค์  ว่าอยากไปสอนผู้คนเลย   บรรลุธรรมเฉพาะตัวก็พอแล้ว  ส่วนพระที่บำเพ็ญธรรมมารก็มาล่อหลอกให้สึกหาลาเพศไป  บอกว่ายังหนุ่มอยุ่  ถ้าเป็นภิกษุณีมันก็บอกว่ายังสาวอยู่  ไปบริโภคกามก่อนเถอะ  แก่แล้วค่อยมาบวชดีกว่า  มันใช้สารพัดวิธี  บางทีก็ยั่วให้โมโห  เช่น  หาว่าพระพุทธเจ้านอนอุตุ  บางทีก็แปลงตัวเป็นสัตว์ร้ายหรือยักษ์มาหลอกให้กลัว  ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้เลิกปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์  เพราะมันรู้ดีว่าหากปฏิบัติธรรมจนประจักษ์แจ้งสัจธรรม  ก็จะไม่อยู่ในอำนาจของมารได้อีกต่อไป

ทีนี้เมื่อมารมาล่อหลอกรังควานจะสู้กับมารอย่างไร  วิธีสู้กับมารนั้นไม่ต้องใช้ฤทธิ์เดชหรืออิทธิปาฏิหาริย์ใด ๆ  แต่เพียงรู้ทันว่าเป็นอุบายของมาร  มันก็อยู่ไม่ได้  เวลาพระพุทธเจ้าเจอมารก็จะตรัสต่อหน้าว่ามารเรารู้จักเจ้าแล้ว  พระภิกษุหลายรูปก็ใช้วิธีนี้  คือชี้หน้าไปที่ตัวมารบอกว่ามารผู้หยาบช้าเรารู้จักเจ้าแล้ว  พอพูดเท่านี้แหละมันก็ทนไม่ได้หายตัวไปทันทีเวลามารเจอคนที่รู้ทัน  มันจะยอมแพ้  ตัวกิเลสก็เหมือนกันนะ  ถ้าเราไม่มีสติรู้ทันมันพาเราเข้ารกเข้าพง  พาเราด่าคน  พาเราไปทะเลาะกับคน  มันหลอกเราไปได้ทุกอย่าง  ด้วยเหตุผลน่าฟังด้วยนะ  มันมีเหตุผลดี ๆ  ที่จะหลอกเราเหมือนกับคนที่จะเลิกเหล้า  เลิกไม่ได้สักทีเพราะว่ามันคอยบอกว่าครั้งสุดท้ายแล้วนะ  พรุ่งนี้ก็จะเลิกแล้วนะ  แล้วเราก็เชื่อมันทุกที  บางทามันก็อ้างว่าต้องเข้าสังคม  เขากินเหล้า  เราก็ต้องกินเหล้าไม่งั้นเราก็อยู่ไม่ได้  คนที่คอรัปชั่นก็เหมือนกัน  กิเลสมันคอยบอกว่าเราต้องทำเพื่ออยู่รอดของเรา  ถ้าไม่คอรัปชั่นแล้วชีวิตจะอยู่ไม่รอด  บางทีก็อ้างว่า  เรามีบ้านจะต้องส่ง  มีลูกต้องส่งเสีย  มีพ่อแม่ต้องเลี้ยงดูเพราะฉะนั้นก็ต้องโกงบ้าง  ใคร ๆ เขาก็ทำกันทั้งนั้น  ทุกคนมีเหตุผลสวยงามทั้งนั้นเวลาจะทำความชั่ว  แต่มันเหตุผลของมาร  มันเป็นเหตุผลของกิเลส  ยิ่งมีความรู้มาก  ก็ยิ่งต้องระวัง  เพราะเหตุผลมันยิ่งซับซ้อน  พิสดารหรือสวยหรูมากขึ้น  จบปริญญาตรี  กิเลสมันก็ฉลาดขั้นปริญญาตรีเหมือนกันจบปริญญาเอกกิเลสมันก็จบปริญญาเอกเหมือนกัน  มันจะล่อหลอกได้แยบคายมากขึ้น  ถ้าสติของเรายังอยู่ในขั้นอนุบาลอยู่  ก็ต้องโดนกิเลสระดับปริญญาตรีหรือปริญญาเอกมันเล่นงานอยู่เรื่อยไปไม่มีวันฟื้นซะที

เราจึงต้องพัฒนาสติของเราให้เจริญก้าวหน้า   ถึงแม้ว่าการเจริญสติไม่มีปริญญาที่จะมอบให้  อันนั้นไม่สำคัญ  ถ้าเราฝึกอย่างสม่ำเสมอไม่ใช่เฉพาะเวลามาวัดอย่างเดียวแต่เวลาอยู่ที่บ้าน อยู่ที่ทำงาน  อยู่ในครัว  อยู่บนรถ  ก็เจริญสติ  พัฒนาสติไป  เมื่อก้าวหน้ามากขึ้นมาสติก็จะมีกำลังพอฟัดพอเหวี่ยงกับกิเลสหรือมาร ระดับปริญญาได้  ตรงนี้แหล่ะที่จะทำให้จิตของเราละเมียดละไมมากขึ้น  แต่ก่อนจิตของเราถูกมารครอบงำก็เลยกลายเป็นจิตอันธพาล  มีแต่ความโกรธ  มีแต่ความโมโห  มีแต่ความโลภปรุงแต่ง  เป็นจิตที่ไม่พัฒนา  เป็นอารมณ์ความรู้สึกแบบดิบๆ  หยาบๆ  ยิ่งมีความคิดที่เฉลียวฉลาดก็ยิ่งพากันไปสู่นรกอเวจีได้ง่าย  แต่ถ้าจิตของเราได้รับการพัฒนามีสติเป็นตัวกำกับความรู้สึกนึกคิด  เวลาจะอยากจะชอบอะไรก็มีสติเป็นตัวนำให้อยาก  ให้ชอบในสิ่งที่ดีงาม  เวลาจะโกรธก็มีสติเตือนใจว่า  โกรธคือโง่  โมโหคือบ้า  พอเตือนใจอย่างนี้  ความอยาก  ความโกรธมันก็เพลาลงไป  ทำให้จิตของเราเป็นจิตที่โปร่งเบาละเมียดละไมงดงาม  ไม่เช่นนั้นมันจะเป็นจิตที่ป่าเถื่อน  แล้วก็จะเอาความป่าเถื่อนนั้นแหละไปทำร้ายคนอื่นด้วยความคิดที่เฉลียวฉลาด

อย่างแก็งค์รถซิ่งที่กำลังเป็นข่าวในกรุงเทพฯ  คนพวกนี้เขาฉลาดมาก  ฉลาดในการหลบหลีกตำรวจ  ฉลาดในการสร้างความตื่นเต้นให้ชีวิต  แต่ว่าเป็นการตอบสนองอารมณ์ความรู้สึกที่ยังไม่พัฒนา  ไม่สนใจว่าใครจะเดือดร้อนบ้าง  ไม่สนใจกระทั่งว่ามันจะเป็นอันตรายต่อตัวเองอย่างไรด้วย  แต่ถ้าหากว่าเรามาปฏิบัติธรรมกัน  ให้มีสติรู้เท่าทันในสิ่งที่ปรุงแต่งขึ้นมาในใจ  จิตก็จะประสบแต่ความเจริญงอกงาม  เป็นจิตที่ปลอดโปร่ง  เบาสบาย  เป็นจิตที่เอื้อเฟื้อเกื้อกูล  ไม่เห็นแก่ตัว  จิตแบบนี้  ถ้าได้ความคิดหรือว่าความฉลาดเข้ามาประกอบด้วยจะสามารถสร้างประโยชน์ตนและประโยชน์ท่านได้มากมาย

ถ้าเรามาปฏิบัติธรรมแล้วเราจับตรงนี้ไม่ได้  ไปนึกว่าปฏิบัติธรรมแล้วจะมีฤทธิ์มีเดชอยู่ยงคงกระพันหรือถูกหวยรวยเบอร์ก็เข้ารกเข้าพงไปแล้ว  แต่ถ้าทำเพื่อให้เกิดความสมดุลในชีวิต  จนเข้าถึงความสงบและเกิดปัญญาแก้ทุกข์ได้  นี้คือ  การปฏิบัติที่ถูกต้องตามหลักพระพุทธศาสนา... ….  _ /\ _ ….  สาธุ..

ความเห็นเพิ่มเติม จากหมอรุ่ง 

การที่มนุษย์จะสุขภาพดีหรือเจ็บป่วยนั้นขึ้นอยู่กับสติ   ดังตัวอย่างกรณีศึกษาต่อไปนี้

ผู้ป่วยมาพบด้วยอาการปวดหลัง  ขาแข็งชา (ภาวะอัมพฤกษ์)  หลังจากการบำบัดรักษาแล้วอาการดีขึ้นแต่ยังไม่เป็นปกติ  สามารถทำงานได้ตามสภาพและกำลังรับการบำบัดอยู่    เมื่อดีขึ้น คนไข้ก็เริ่มขาดสติ  ทำงานเกษตรกรรม (ดำนา)  ทั้งวันไม่ยอมพัก  แม้ว่าจะยืนไม่ไหวแล้วก็ยังไม่ยอมหยุด  เมื่อยืนไม่ได้ ก็นั่งดำนา   และตามด้วยอาการของโรคที่กำเริบขึ้นมากเท่ากับก่อนการรักษา  มาพบหมอและตีโพยตีพาย คร่ำครวญ  ถึงความดีต่างๆนานาในชีวิต  ความดีไม่ช่วยทำให้ตนเองต้องมาเจ็บป่วย   ทำบุญสุนทานมาตลอดเป็นชาวพุทธที่ดีทำไมจึงไม่รับผลบุญบ้าง ทำไมต้องตกทุกข์กับการเจ็บป่วยของตนเองเช่นนี้...

ถ้าเป็นท่านจะให้คำตอบ กรณีนี้อย่างไร...  ในการมองสุขภาพวิถีพุทธศาสนา...
ในมุมมองนักบำบัด(การแพทย์แผนไทย)   คนไข้เจ็บป่วยเนื่องจากการขาดสติ  ถูกมารหลอกล่อ เพราะอะไร  การทำเกษตรกรรมไม่ได้มีเส้นตายกำหนดว่าจะต้อง  2-3 วัน ให้เสร็จตามกำหนดถ้าไม่เสร็จตามกำหนดจะถูกลงโทษ    ถึงแม้เป็นชาวพุทธทำบุญมาตลอดชีวิตแต่ทำบาปมาตลอดเช่นกันและเป็นบาปหนักเพราะตัวเองได้ทำร้ายตนเอง  (ยืนดำนาไม่ได้  ก็นั่งดำ ซึ่งเป็นการทำร้ายเพียงสิ่งเดียวที่ได้บอกเล่า ยังมีพฤติกรรมอื่นๆอีก)   มนุษย์ทุกคนรักตนเองเป็นที่สุดเรื่องทำร้ายตนเองเป็นสิ่งสุดท้ายในชีวิตที่จะคิดถึง  แต่คนไข้คนนี้ขาดสติทำร้ายตนเองจากพฤติกรรมในการทำงานและการใช้ชีวิตอื่นๆ  จึงได้รับผลกรรมตกนรกทั้งเป็นจากบาปที่ได้ก่อกับตนเอง...   เป็นการเข้าใจผิดอย่างใหญ่หลวงที่คิดว่าตนเองเป็นชาวพุทธ... 

นี่เป็นเพียงหนึ่งตัวอย่างเท่านั้น  .. มนุษย์เมื่อเจ็บป่วยหรือสุขภาพไม่ดีมักจะมองไปภายนอกหาผู้รับผิด  เพราะสติอ่อนกำลังที่จะพิจารณาความจริง  สุขภาพที่ดี สุขภาวะที่ดี คือ ภาวะที่สมดุลของชีวิต..  สมดุลในวิถีการดำเนินชีวิต  ....   ;)

Subscribe to ThaiHerbClinic.com feed