"กลิ่นปาก" เมตตาด้วยครับผม

()

ปัญหาโลกแตกที่ผมไม่เข้าใจว่าทำไมเกิดกับตัวผม คิดว่าหลาย ๆ ท่านก็คงเป็นเช่นกัน
ผมมีปัญหากลิ่นปากเหม็นมาหลายปี ในชีวิตไม่เคยกินเหล้า ไม่เคยสูบบุหรี่ ผมลองมาแล้วทุกวิธีการก็ไม่หาย ทั้งขูดลิ้น แปรงกระพุ้งแก้ม แปรงฟันทุกครั้งหลังอาหารเลยละครับ ขูดหินปูนทุกปี ผมเคยไปปรึกษาหมอฟัน หมอแนะนำให้ผม ลองขูดหินปูนใหม่ ผมก็ลอง ฟันทุกซี่ที่เคยผุ และอุดไว้แล้ว หมอก็แนะนำให้รื้อดูและทำการกรอและอุดใหม่ทุกซี่ โดยค่อย ๆ ทยอยทำทุกอาทิตย์ หมดเงินไปเป็นหมื่นหล่ะครับ กว่าจะครบขั้นตอนของคุณหมอ ไปหาหมอหูคอ จมูกก็แล้ว ท่านก็ว่าไม่มีอะไรผิดปกติ ผมท้อ และทุกข์ทรมานใจมาก ในการที่จะระวัง การพูดคุย การทำมาหากิน เครียดมากครับ ตอนนี้สุดท้ายที่สังเกตุตัวเองได้คือ ผมเป็นคนทานอาหารเร็ว เป็นไปได้ไหมว่าจะเกิดจากระบบย่อยของผมเอง แต่ว่าผมถ่ายดี ถ่ายเป็นปกติทุกวัน เคยได้ยินเค้าว่า ถ้ากินยาพวกคาร์บอน ที่สำหรับช่วยอาการท้องเสีย จะทำให้รักษาพวกแก๊สพิษในร่างกายได้ และกลิ่นปากก็จะหายไป แต่ผมยังไม่เคยลองสักที ถ้าจะว่าผมมีแก๊สในกระเพาะมาก ผมก็ว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ ผมไม่ดื่มน้ำอัดลม ไม่เรอ ไม่ผายลม เพราะถ่ายปกติอยู่แล้ว สุดท้ายของผมก็หวังพึ่งคุณหมอมา มีสมุนไพรตัวใดที่จะสามารถช่วยรักษา ช่วยย่อย และอย่างที่เขาว่า ลดแก๊ส ทำความสะอาดลำไส้ ได้บ้าง ผมจะได้รีบจัดการรักษาซะ สุขภาพร่างกายโดยรวมของผมสมบูรณ์แข็งแรงดี ไม่มีโรคประจำตัวใด ๆ อ้อ อีกอย่าง พวกยาดีท็อกร่างกายทั้งหลาย รวมถึงเครื่องดื่มดีทอก ผมลองมาเกือบทุกยี่ห้อแล้วครับผม หวังความกรุณาจากคุณหมอเป็นทางสุดท้าย ผมขอคำแนะนำทางนี้เพื่อเป็นวิทยาทานแก่เพื่อน ๆ ผู้เป็นเหมือนผมด้วยนะครับ เพราะผมคงไม่กล้าไปพบคุณหมอ ขอบคุณครับผม

ตอบเรื่อง กลิ่นปาก

ถ้ารักษาความสะอาดในช่องปากแล้ว ยังมีกลิ่นปากออกมามาก ก็คาดว่าน่าจะเป็นกลิ่นที่เกิดจากความผิดปกติอวัยวะภายใน อย่ามองผิวเผินเพียงว่าถ่ายดี ไม่ดื่มน้ำอัดลม ไม่เรอ ไม่ผายลม แล้วแปลว่าสุขภาพปกติสมบูรณ์ ไปพบหมอเถอะ อย่าอายเลย หมอเขาจะได้ช่วยตรวจวินิจฉัยว่าเกิดจากอะไร จะได้แก้ให้ถูกทาง แต่ละคนก็เกิดจากปัญหาไม่เหมือนกัน คนละธาตุ คนละนิสัย เป็นเรื่องเฉพาะตน

แนะนำค่ะ

เคยมีเพื่อนมีปัญหานี้เช่นกัน เค้าปากเหม็นมาก พอดีเราเป็นเพื่อนสนิทเลยบอกเค้า
ถ้าเป็นคนอื่นเ้ค้าคงไม่กล้าพูด...สุดท้ายเพื่อนก็ไปตรวจสุขภาพช่องปาก และมีหมอแนะนำให้ใช้สเปรย์ดับกลิ่นปากควบคู่ไปด้วย ตอนนี้ก็ดีขึ้นมาก ๆ จนเกือบไม่มีแล้ว
ไม่ทราบว่าตอนนี้คุณแก้ปัญหาได้รึยังคะ ถ้ายังไงเมลล์มาแบ่งปันประสบการณ์กันได้นะคะ
เดี่ญวแนะนำที่เพื่อนไปรักษาให้...เข้าใจเลยค่ะว่ากิ่นปากมันทำให้เสียบุคลิกมาก ๆ
รีบ ๆ รักษานะคะ

""

ลืมเมลล์ ..ยังไงทิ้งเมลล์ไว้นะคะ มาช่วยกันแก้ไข เอาใจช่วยค่ะ

ลองทำดูค่ะ

เคยได้ยิน น้ำมันงาสกัดเย็นป่ะคะ อมซัก 20 นาที ตอนท้องว่าง ทำตอนเช้าหลังแปรงฟันดีที่สุดค่ะ (มันจะมีวิธีอมอ่ะค่ะ ลองหาอ่านดู เซิร์จคำว่า Oil Pulling) เพราะเมื่อก่อนปากเหม็นมากๆเหมือนกัน เคยทำทุกอย่างแล้ว เข้าใจดีค่ะว่ารู้สึกยังไง สุดท้ายถึงมารู้ว่า ยาที่กินอยู่ (เป็นยาที่ควบคุมน้ำหนัก) ทำให้น้ำลายน้อย พอน้ำลายน้อย ปากก็เหม็น และยิ่งไปกว่านั้น ก็พบ(เอง)ว่า แบคทีเรียที่ลิ้นเยอะผิดปกติ (วิธีทดสอบ ใช้ลิ้นเลียตรงหลังมือ ทิ้งไว้ซักแป็บ แล้วดมกลิ่น ได้กลิ่นไหน ก็แสดงว่า กลิ่นปากเราตอนนั้นเป็นกลิ่นนั้นล่ะค่ะ) ผสมกับเรามีปัญหาเกี่ยวกับลำไส้ ระบบย่อยอาหาร ระบบขับถ่ายผิดปกติ เป็นกรดไหลย้อนอีกตะหาก เลยยิ่งไปกันใหญ่ แม่ก็เลยแนะนำให้อมน้ำมันงาสกัดเย็นนี่แหละ และเลิกกินยาควบคุมน้ำหนักด้วย ตอนนี้ปากหายเหม็นแล้วค่ะ มีความสุขมาก มั่นใจมาก ก็เลยอยากจะแบ่งปันกัน นี่พยายามเซิร์จหาคนที่โพสปัญหาแล้วก็แนะนำวิธีนี้ เพราะเราเข้าใจว่าทุกข์ใจมากแค่ไหน ไม่รู้ว่าจะช่วยได้มากน้อยแค่ไหน แต่ลองทำดูนะคะ ถ้าได้ผลยังไงแวะมาเล่าให้ฟังบ้าง six_lover@hotmail

หวังว่าจะเป็นอีกทางเลือกให้หายเหม็นกันนะคะ ^^

pp

เราก็เป็นคนหนึ่งคะที่มีปัญหา เป็นมานานมากตั้งแต่เด็กๆ จนปัจจุบันอายุ 27 แระ เพิ่งจะได้เข้ารับการรักษาอย่างจิงจัง เนื่องจาก มีรพ.หนึ่งที่เปิดให้บริการ/คำปรึกษาเรื่องกลิ่นปากโดยเฉพาะคะ รอมานาน ปกติหาแต่หมอฟันตามคลีนิก เปลี่ยนไปทุกที่ ทำทุกอย่างเหมือนคุณ แต่ไม่หาย จนสุดท้าย ตัดสินใจไปที่ รพ. เวชธานี แถวบางกะปิ (ลาดพร้่าว 111) เปิดให้บริการ (สวรรค์ทรงโปรด) ด้านกลิ่นปากโดยเฉพาะคะ ดีมาก.............ๆๆๆๆๆๆๆขอบอกคะ คุณหมอให้คำแนะนะดีมากเช่นกัน (คุณหมอมัณฑารพ) และก็ให้ความรู้ด้วยว่า ปัญหากลิ่นปาก เกิดได้จาก 3 แหล่ง

1. มีฝ้าที่ลิ้น เนื่องจากลิ้นของคนเราเป็นลักษณะเหมืิอนขน มีช่องว่างทำให้เป็นแหล่งสะสมของแบคทีเลีย ซึ่งสะสมมากทำให้เกิดกลิ่นเหมือนไข่เน่านะคะ (รุนแรงมาก)
2. มีเม็ดหินปูน ที่ต่อมทอมซิล หรือสังเกตดูคนที่มีกลิ่นปาก จะมีต่อมทอมซิลยื่นออกมามากกว่าปกติ ทำให้เศษอาหารเข้าไปติด ถ้าสะสมมากๆ ร่างกายจะสร้างหินปูนมาห่อหุ้มพวกเศษอาหารพวกนี้จนเกิดเป็นก้อนสีเหลือง /ขาว กลิ่นรุนแรงมั๊กมาก
3. พวกเป็นโรคทางเดินหายใจคะ มีเสลดลงคอ ประมาณเนี้ย

ปัจจัยทั้ง3 นี่แหละต้นทางของกลิ่นปากคะ ตัวร้ายที่สามารถทำให้หายได้ ทางแก้ คือ

- ขูดลิ้น บ่อยๆ แปรงเบาจากลิ้นด้านในออกมา เหมือนทาขนมปังคะ ประมาณ 20 ที เบามือนะคะ ไม่ต้องรีบให้มันหมดไวๆหรอกคะ เพราะถ้าเลิือดออกนี่หล่ะจะยิ่งเพิ่มปัญหาเพราะเลือดเป็นอาหารอันโอชะของแบคทีเลียคะ ...น่ากลัวมาก
- ใช้ไหมขัดฟัน ให้ลึกถึงร่องเหงือก ลดการสะสมของคราบพลัค ที่เป็นสาเหตุให้เหงือกล้น ส่งผลให้มีเศษอาหารเข้าไปและเกิดโรคต่างๆเพิ่มขึ้นมากมาย
- ลองใช้ยาสีฟันยี้ห้อ biotene มีขายที่ BOOTS คะ ไม่มีแอลกอฮอล
- ดื่มน้ำมากๆๆๆ อย่าให้ปากแห้ง (จิบเรื่อยๆ) นะคะ ห้ามขาดเลยคะ เพราะจะทำให้แบคฯ เติบโตได้ดีในที่ๆ ขาดออกซิเจน คะ
- ลดพวกโปรตีน เช่น นม ไข่ ถั่ว เป็นต้น เพราะพวกโปรตีนนี้่แหละเป็นส่วนที่แบคทีเรียชอบมากคะ
- งดกาแฟและ ผักที่มีกลิ่นรุนแรง
- ลองล้างต่อมทอลซิลด้วยน้ำเกลือคะ ฉีดน้ำเกลื่อ เช่า-เย็น ไล่พวกเศษอาหาร ลดการก่อตัวของหินปูน ที่ส่งกลิ่นเหม็น
- ทำ oil pulling ด้วยก็ดีคะ เพราะน้ำมันเป็นส่วนที่ช่วยดูดแบคทีเรีย กลั๊วให้นานๆนะคะ

ดิฉันขอแนะนำคุณนะคะ ว่าให้รีบไปหาคุณหมอแต่เนิ่นๆ เพราะยังมีโอกาสหายได้ คุณหมอใจดีมาก อย่าอายเลยคะ บอกคุณหมอตามจริงให้มากที่สุด เปิดเผยไปเลยถ้าอยากหาย คุณหมอบอกว่าถ้าคนไข้อายุ เกินกว่า 40 แล้ว โอกาสหายแถุบไม่มีคะ ถ้าคุณยังอายุน้อยอยู่รีบไปหาซะ ค่ารักษาไม่แพงเลย (ไม่ได้มีส่วนได้เสียกับรพ. นะคะ) แต่ว่าไปใช้บริการมาเอง คุณหมอทุ่มเท ให้เวลาแนะนำกว่า 1ชัวโมงครึ่ง ถ่ายเอกซเรย์ฟัน รวมถึงการทำงานเป็นระบบ มีมาตรฐาน เป็นทีม มีคุณหมอที่ชำนาญการแต่ละด้านโดยเฉพาะ พนักงานก็ให้บริการดี มีนวดคลายเครียดก่อนการรักษาด้วยนะคะ ฟรีแหละ ลองเข้าไปดูก่อนก็ได้นะคะ ที่http://www.dentalisthailand.com/service.php

สำหรับการทำ oil pulling ลองใช้เป็นน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ดูนะคะ หอมและไม่มันมาก กลั้๊วปากและคอ (นอนกลั๊วจะเข้าได้ลึก) ประมาณ 20 นาที ก็ดีคะ มีคนแนะนำมาเหมือนกัน

ส่วนหินปูนที่ต่อมทอลซิน ไม่สามารถรักษาให้หายได้คะ คุณหมอบอก แต่คุณหมอจะให้ทาง แผนกหู คอ จมูก คีบออกให้ถ้ามีมากนะคะ แต่ขั้นต้นจะัใช้วิธีการรักษาช่องปากให้ครบก่อนคะ เพราะกลิ่นมาจากโรคเกี่ยวกับในช่องปาก มากถึง 90 % นะคะ

.....ก่อนจะสายไป ยอมเสียหน้า และอาย ดีกว่าต้องทนทุกข์ทรมานแบกภาระเข้าสังคม จิงมั๊ย เสียโอกาสไปบ่อยๆ ก็เำพราะกลิ่นนี่ แล้วจะอายทำไมคะ หมอหน่ะนานๆจะเจอ เจออย่างมากก็ 10 ท่าน แต่เพื่อน พี่น้อง พ่อแม่ ที่ต้องเจอทุกวัน ไม่อายกว่าหรือคะ เพื่อนร่วมงานคงเม้าท์ กันมันแน่จิงมะคะ เป็นที่รังเกียจของสังคม ทนไหวหรอคุณ

----ปกติดิฉันจะเข้าไปที่Bloc หนึ่งซึ่งเป็นการรวมพลคนมีกลิ่นปาก แต่ปัจจุบันโดนปิดไปแล้ว มีคนมาให้คำแนะนำมากมายเลยคะ ไม่ใช่คุณคนเดียวนะคะที่มีปัญหา น่าเสียดายมาก เพราะมีคำแนะนำดีๆเยอะเลยคะ แต่ไม่เป็นไร ขอใช้หน้านี้แทนแระกัน....อิอิ

ในฐานะที่ลงเรือลำเดียวกัน ก็อยากให้ทุกคนที่มีปัญหาหายจากโรคนี้หรือทำให้มันทุเลาลงหน่ะคะ รีบไปรักษาเถอะนะคะ อย่าอายยยย....... ทำเป็นไร้ตัวตน ไม่ต้องสนใจใครหรอก อย่าไปกลัวเลยนะคะ สู้ๆๆๆๆๆๆ.....

........สำหรับดิฉัน .....ปัจจุบันกลิ่นปากก็เบาบางขึ้นนะคะ .....สังเกตจากคนรอบข้างคะพยายามทำตามคำแนะนำของคุณหมอและเข้าพบคุณหมอเป็นระยะเพื่อรักษาและเยียวยา ....คาดว่าอนาคตจะต้องหายแน่นอนคะ จงเชื่อมั่นและศรัีทธา........และถือศีล ลดการนินทาว่าร้าย และสวดมนต์ แผ่เมตตาด้วยก็ดีนะคะ ปัญหาบางอย่างจะแก้ได้เร็วขึ้น....เพราะเราไม่รู้ว่าเป็นกรรมในอดีตหรือป่าวที่ทำให้เราต้องเป็นแบบนี้ เป็นโรคที่หาสาเหตุไม่ได้...สุดท้าย แค่ลองดูคะ รู้แล้่วก็แก้ไปที่ต้นเหตุเลยคุณ

ขออนุโมทน

ขออนุโมทนาสำหรับคำแนะนำที่ดีมากค่ะ เป็นประโยชน์และได้บุญ

ขอบคุณทุก

ขอบคุณทุกๆคนที่เขียนมาแชร์ประสบการณ์ และความรู้ ความคิดเห็น มากๆนะคะ รู้สึกดีที่ได้อ่าน.SK

หายขาดได้ค่ะ

ส่วนตัวแล้วเคยมีปัญหานี้เหมือนกัน ลองมาหลายวิธีแล้วก็ไม่หาย
ปัจจุบันหายแล้วค่ะ ดีใจมากเหมือนได้เกิดใหม่เลย
ด้วยการทำออยล์พูลลิ่ง และทานยาสมุนไพร
ถ้าใครสนใจเมลล์มาสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้นะคะ
ที่ fone_kk@hotmail.com ยินดีค่ะ

ปัญหาคิดไม่ตก

เป็นเหมือนกันค่ะทั้งที่แปลงฟันป่วนปากทุกเช้าแต่ก็ไม่หาย ยิ่งทานอะไรเข้าไป หรือหุบปากนานพูดก็จะมีกลิ่นแม้แต่แฟนก็บอกค่ะกลุ้มใจมากค่ะ

ดิฉันเคยเ

ดิฉันเคยเป็นเหมือนคุณ ดิฉันหายแล้ว ดิฉันไปหาหมอแดง ดิอโรคยา รักษาหายอาทิตย์เดียวเห็นผลเลย ลองไปหาดู ดิอโรคยา พระรามสาม อยากให้คุณไปหาซื้อหนังสือเรื่องใครไม่ป่วยยกมือขึ้นมาอ่าน มีขายในซีเอ็ด ขอให้หายนะค่ะ จากคนหัวอกเดียวกัน

กลิ่นปากหายได้

ลองดูนะครับเผื่อจะถูกโฉลกหายได้
http://rnrngmk.blogspot.com/2010/05/blog-post.html

Subscribe to ThaiHerbClinic.com feed