อ่านแล้วเล่าตอนที่ ๗...การทำความเข้าใจเรื่องตรีโทษ
การบำบัดรักษาตามแนวอายุรเวทนั้น ผู้บำบัดจำเป็นต้องมีเข้าใจเรื่องตรีโทษอย่างแจ่มแจ้งซึ่งต่างจากการรักษาแบบตะวันตก...
วาตะ-ปิตตะ-กผะ องค์ประกอบพื้นฐานที่สำคัญของมนุษย์ วาตะ มีธรรมชาติของการเคลื่อนไหว สิ่งใดก็ตามที่มีการเคลื่อนถูกเรียกว่า วาตะ
ดังนั้น วาตะอาจจะแปลว่า ลมของร่างกาย อย่างไรก็ตามธาตุลมภายนอกในชั้นบรรยากาศต่างๆ ไม่มีคุณลักษณะ เช่นลมในร่างกาย ลมของร่างกายหรือวาตะมีลักษณะคล้ายพลังที่บอบบางซึ่งควบคุมการเคลื่อนไหวของชีวเคมี ทำให้เกิดการส่งผ่านที่ละเอียดอ่อนเข้าสู่ระบบการดูดซึม วาตะ มีคุณลักษณะของ ๒ ธาตุ..อากาศและลม
วาตะควบคุมการหายใจ,การกระพริบของเปลือกตา,การเคลื่อนของกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อ,การเต้นของหัวใจ รวมทั้ง การยืดและหดของกล้ามเนื้อ,การเคลื่อนไหวของไซโตพลาสซึม(คือของเหลวของนิวเคลียส) และเซลล์ การส่งกระแสประสาทของเซลล์ประสาท
วาตะยังควบคุมอารมณ์, ความรู้สึกสดชื่น ตกใจ ความกลัว ความกังวลห่วงใย ความเจ็บปวด อาการสั่นสะท้านและการเกร็งกระตุกของกล้ามเนื้อ ลำไส้ใหญ่, โพรงกระดูกเชิงกราน, กระดูก, ผิวหนัง, หูและต้นขา เป็นตำแหน่งของวาตะ ถ้าร่างกายพัฒนาวาตะมากเกินไป ส่วนเกินเหล่านี้จะถูกสะสมอยู่ในตำแหน่งที่กล่าวมานี้
ปิตตะ มีความหมายคล้ายไฟ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้หมายถึงไฟในรูปคำศัพท์ทั่วไป เปลวไฟของเทียนหรือไฟในดวงตาที่เรามองเห็นได้ อย่างไรก็ตามพลังความร้อนของร่างกาย ปิตตะโทษนั้นแสดงออกในขบวนการเผาผลาญอาหารก็ไม่ค่อยชัดเจนเท่าไร
ปิตตะควบคุมการย่อยอาหาร, การดูดซึม, การดูดซับธาตุสารอาหาร, ขบวนการเผาผลาญอาหารให้เกิดพลังงาน, อุณหภูมิของร่างกาย, สีผิว, ความสุกใสแวววาของดวงตา รวมทั้งความฉลาด, ความสามารถในการเรียนรู้ สรีระวิทยาส่วนกายภาพ
ปิตตะ ก่อให้เกิดความโกรธ, ความเกลียดและความอิจฉาริษยา
ตำแหน่งที่ตั้งของปิตตะได้แก่ ลำไส้เล็ก, กระเพาะอาหาร, ตับอ่อน, มวลเลือด,ไขมัน ดวงตาและผิวหนัง ปิตตะโทษเป็นผลจากการทำงานร่วมกันของธาตุไฟและธาตุน้ำ
กผะโทษ มีชีววิทยาเชิงสารน้ำ ซึ่งประกอบด้วยสองธาตุคือ ดินและน้ำ กผะโทษเชื่อมประสานธาตุต่างๆ ในร่างกายเพื่อให้ปรากฎมวลทางกายภาพ โทษะนี้จะรักษาพลังการต้านทานของร่างกาย
น้ำเป็นองค์ประกอบใหญ่ของกผะ และน้ำในร่างกายช่วยขับเคลื่อนขบวนการสรีระวิทยาเพื่อให้มีแรงต้านทานธรรมชาติของเนื้อเยื่อ ในร่างกาย กผะช่วยให้การประสานของธาตุสมบูรณ์ : ทำความชุ่มชื้นให้กับผิวหนัง, ช่วยสมานบาดแผล, เติมพื้นที่ว่างของร่างกาย, ให้กำลังทางชีววิทยาของร่างกายแข็งแกร่ง เกิดกำลังและเสถียรภาพ : รักษาพื้นที่ความทรงจำ ให้พลังงานแก่ หัวใจ, ปอดและระบบภูมิคุ้มกันหลัก
พื้นที่ของกผะโทษได้แก่ ช่องอก(เต้านม), ลำคอ, ศีรษะ, โพรงไซนัส, จมูก, ปาก, กระเพาะอาหาร, ข้อต่อต่างๆ, สารน้ำที่หล่อเลี้ยงนิวเคลียสของเซลล์, สารน้ำในโลหิตและน้ำเหลือง รวมทั้งของเหลวต่างๆในร่างกาย เช่น เยื่อเมือก
การทำงานทางสรีระนั้น กผะ ตอบสนองต่อารมณ์การยึดติด, ความโลภ, ความอิจฉาริษยา กผะยังครอบคลุมถึงความอ่อนไหว, ความเฉื่อยชา, การให้อภัยและความรักด้วย
ความสมดุลย์ของตรีโทษเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับสุขภาพ ตัวอย่างเช่น ลมช่วยให้ไฟกำเริบ(แรงขึ้น) แต่น้ำก็จะควบคุมไฟ ไม่เช่นนั้นแล้ว ร่างกายอาจจะถูกไฟทำให้เนื้อเยื่อเสียหาย วาตะขับเคลื่อนกผะและปิตตะ เนื่องจาก กผะและปิตตะอยู่ในสถานะที่ไม่เคลื่อนไหว การพึ่งพาซึ่งกันและกันของโทษทั้งสาม ตรีโทษควบคุมขบวนการเผาผลาญอาหาร เพื่อนำไปซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ(กผะ) ทำลายส่วนที่หมดอายุหรือส่วนที่เสื่อมสภาพ(วาตะ)และเผาผลาญให้เกิดพลังงาน(ปิตตะ)
เมื่อใดที่วาตะเสียสมดุลย์ขบวนการเผาผลาญอาหารจะถูกทำลาย ผลก็คือ เกิดการทำลายมากเกินควร ซึ่งทำให้เกิดการแตกหัก หรือเสื่อมถอยของระบบร่างกาย เมื่อใดที่ขบวนการเสริมสร้างทำงานมากกว่าขบวนการทำลายโครงสร้าง เนื้อเยื่อจะเติบโตและงอกอย่างผิดปกติ
ปิตตะกำเริบ รบกวนขบวนการเผาผลาญและดูดซึมสารอาหาร
กผะกำเริบ ทำให้การเสริมสร้างมากเกินควร
วตะกำเริบ ทำให้การเสื่อมสลายมากเกินควร
ในวัยเด็ก วัยแห่งการเสริมสร้างกผะมีอิทธิพลมาก (เนื่องจากเป็นช่วงเวลาของการเจริญเติบโตของร่างกาย)
ในวัยผู้ใหญ่ ขบวนการเผาผลาญให้เกิดพลังงาน ปิตตะมีอิทธิพลอย่างชัดเจน เพราะว่าขณะนี้ร่างกายเติบโตเต็มที่และเสถียรภาพ เป็นวัยแห่งการทำงาน
ในวัยชราภาพ ขบวนการสลาย และการทำงานของวาตะโทษชัดเจนมากเนื่องจากร่างกายเข้าสู่การเสื่อมถอย....
- แสดงความคิดเห็น
- อ่าน 526 ครั้ง
